เทรนด์การตลาดออนไลน์ 2021 รวมเทคนิคเด็ด

เทรนด์การตลาดออนไลน์ 2021 รวมเทคนิคเด็ด ถ้าจะให้นิยาม การตลาดออนไลน์ 2020 ในแบบสั้น ๆ DIGITORY ขอนิยามว่าเป็นปีแห่งการ “เอาตัวรอด” เพราะอะไรที่เคยวางแผนไว้ก็อาจจะไม่เป็นไปตามที่คาด ซึ่งมีผลมาจากวิกฤติโควิดที่ส่งผลกระทบกันไปทั่วทั้งโลกไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยของเรา ต้องยอมรับเลยว่าเพราะวิกฤติในครั้งนี้ทำให้บางธุรกิจรายได้หดหายจนปิดตัวลง แต่วิกฤติเดียวกันนี้ก็เป็นแรงกระตุ้นให้บางธุรกิจปรับตัวได้ทันจนสามารถ “อยู่รอด” ได้ในช่วงปี 2020 ที่ผ่านมา

ถึงแม้ว่าเราจะผ่านวิกฤติของปีนี้มาได้แล้ว แต่อย่าลืมว่าปี 2021 ที่กำลังจะมาถึงนี้ยังมีอะไรอีกมากมายรอเราอยู่ นี่เป็นสัญญาณบอกว่าคุณต้องเตรียมตัวให้พร้อม

1. ช้อปง่าย ขายคล่อง ในโพสต์เดียว (Shoppable posts)

หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า Social Commerce หรือการใช้พื้นที่ Social Media ในการทำธุรกิจ เรียกว่าเป็นเทรนด์ที่มีการปูทางมาตั้งแต่ 1-2 ปีที่ผ่านมาแล้ว โดยสังเกตได้จากฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่ทุกแพลตฟอร์มเริ่มเพิ่มเข้ามาให้เป็นลูกเล่นกับธุรกิจ เช่น

Facebook Shop
เปิดร้านค้าบน Facebook ติดตั้งระบบ Facebook Payment และนำสินค้าไปแท็กในโพสต์ได้ ก่อนที่จะนำไปซื้อโฆษณาโปรโมท

Instagram Shopping
นำสินค้าจาก Catalog (สามารถเชื่อมต่อจาก Facebook มาได้) และนำสินค้าไปแท็กในโพสต์ได้ กระตุ้นการขายได้มากขึ้น ไม่ต้องให้ลูกค้าแคปรูปแล้วข้ามแอปไปสั่งซื้ออีกต่อไป

LINE MyShop
สร้างร้านค้าบน LINE Official Account ติดตั้งระบบแชทและช้อป รับชำระเงินผ่าน Rabbit LINE Pay จัดการออเดอร์ได้ง่าย มีแอปพลิเคชันให้ใช้

แพลตฟอร์มเหล่านี้ได้มีการเพิ่มฟังก์ชันการขายสินค้าเข้าไปในบัญชีธุรกิจ โดยปัจจุบันนี้บางแพลตฟอร์มก็มีการต่อยอดไปจนถึงระบบรับชำระเงิน (Payment Gateway) เรียบร้อยแล้ว ทำให้การซื้อขายสินค้าสะดวกสบาย ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ในมุมมองของลูกค้า: การสั่งซื้อจะไม่ยุ่งยากอีกต่อไป ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าที่ชอบความสะดวกสบาย ไร้รอยต่อในการเลือกซื้อสินค้าไปจนถึงสั่งซื้อเพราะทำได้ผ่านแชทและเชื่อมไปชำระเงินผ่านแอปพลิเคชันได้เลย ไม่ต้องกลัวความผิดพลาดในการโอนเงิน เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กระตุ้นการซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น

ในมุมมองของธุรกิจ: เพิ่มโอกาสในการขายสินค้ามากขึ้น ไม่ต้องกังวลเรื่องมิจฉาชีพ ไม่ต้องกลัวลูกค้าส่งสลิปปลอมมาให้ เพราะระบบได้เชื่อมต่อทุกอย่างเข้าด้วยกันแล้ว

ข้อเสนอแนะ: ธุรกิจควรศึกษาเรื่อง Social Commerce ที่เป็นหนึ่งในเทรนด์การตลาดออนไลน์ 2021 ที่ห้ามพลาด โดยการตั้งค่าร้านค้าออนไลน์บน Social รวมทั้งเชื่อมต่อระบบรับชำระเงินให้พร้อม เพื่อเตรียมตัวรับลูกค้าที่มาจากการทำแคมเปญการตลาดออนไลน์

2. ค้นหาแต่ไม่คลิก (No-click Searches)

หากคุณเป็นคนที่ชอบค้นหาข้อมูลบน Google เพื่อหาคำตอบในปัญหาบางอย่าง คุณอาจจะเคยเห็นหน้าตาผลการค้นหาที่แปลกกว่าปกติ เช่น

นี่คือหน้าตาของผลการค้นหาแบบ Featured Snippets หรือที่เราเรียกกันอีกชื่อว่า “ตำแหน่งที่ 0” ซึ่งเป็นการแสดงผลที่จะนำเสนอข้อมูลที่อธิบายได้ละเอียดมากกว่าผลการค้นหาแบบปกติ ทำให้คนที่ค้นหาได้รับคำตอบโดยไม่ต้องคลิกเข้าไปอ่านด้านในให้เสียเวลา! ฟังดูแล้วเหมือนจะเป็นประโยชน์ต่อลูกค้า แต่อาจจะเป็นการเสียประโยชน์สำหรับเจ้าของธุรกิจที่ทำเว็บไซต์ เพราะบางคนอาจจะคิดว่าลูกค้าอ่านข้อมูลจบแล้วก็ปิดการค้นหาทันที ไม่เข้าไปอ่านต่อ

แต่ทาง DIGITORY เองได้เคยมีการทำทดสอบระหว่างหน้าเว็บไซต์ที่ติดอันดับแบบ Featured Snippets กับหน้าเว็บไซต์ที่ติดอันดับแบบธรรมดา ผลปรากฏว่า หน้าที่ติดอันดับ “ตำแหน่งที่ 0” มีคนเข้ามามากกว่าเกือบเท่าตัวเลยทีเดียว

ในมุมมองของลูกค้า: ผลการค้นหาหน้าตาแปลกใหม่ ให้คำตอบได้ชัดเจน บางแบบมีรูปภาพประกอบ อาจส่งผลต่อการจดจำแบรนด์ได้

ในมุมมองของธุรกิจ: เพิ่มพื้นที่ผลการค้นหา ทำให้เบียดเว็บไซต์ของคู่แข่งไปได้ และเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าที่สนใจในสินค้าหรือบริการจริง ๆ ได้กดเข้ามาอ่านรายละเอียดต่อ

ข้อเสนอแนะ: ต้องวางแผนการเลือก Keyword ที่ต้องการให้ติดอันดับให้ดี ๆ พร้อมทั้งทำ SEO บนเว็บไซต์เพื่อให้ติดอันดับสูงขึ้น จนกลายเป็นอันดับ 0 ได้

3. คอนเทนต์ที่เชิญชวนให้มีส่วนร่วม (Interactive Content)

เพราะพฤติกรรมของผู้ใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์เริ่มกล้าแสดงออกมากยิ่งขึ้น ทุกคนอยากมีส่วนร่วมและอยากแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้น ธุรกิจสามารถใช้สถานการณ์เหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นให้คนมาสนใจสินค้าหรือบริการได้ง่าย ๆ ด้วยการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่ชวนให้คนที่เห็นอยากมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นการเชิญชวนให้ comment หรือให้โหวตอะไรบางอย่าง โดยมีของรางวัล หรือไม่มีก็ได้เช่นกัน

ตัวอย่างเช่น การใช้ Conversational Ads บน Twitter ทำแคมเปญแนะนำสินค้าใหม่ แทนที่จะเสนอขายสินค้าอย่างเดียว ก็ให้คนมาโหวตว่าอยากได้สินค้าที่มีคุณสมบัติเป็นอย่างไร เมื่อมีคนกด Tweet #แฮชแท็กของแคมเปญ ก็จะได้ยอดการมีส่วนร่วมเพิ่มไปในตัว (ปล. แคมเปญนี้ต้องติดต่อเอเจนซี่ที่เป็นพาร์ทเนอร์กับทาง Twitter ให้เป็นผู้ดำเนินการเท่านั้น) แต่นอกเหนือจากแคมเปญนี้แล้ว ยังมีช่องทางอื่น ๆ อีกมากมายที่สามารถนำไปเล่นได้ เช่น

การเปิดโหวตใน Facebook
การเปิดโพลใน Twitter
การส่งแบบสอบถามให้ลูกค้าใน LINE Official Account
การใช้ Instagram Stories ให้คนโหวต

ในมุมมองของลูกค้า: รู้สึกว่าธุรกิจมีการเปิดโอกาสให้พูดคุย เป็นการสื่อสาร 2 ทาง ไม่ใช่แค่รับฟังจากทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว เป็นการเริ่มต้นสร้างความสัมพันธ์ที่ดี

ในมุมมองของธุรกิจ: ได้รับความคิดเห็นที่หลากหลาย อาจพบความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ สามารถนำไปพัฒนาปรับปรุงได้ และยังได้ยอด Engagement อีกด้วย

ข้อเสนอแนะ: ต้องวางแผนการสื่อสารให้รอบคอบ เพราะกิจกรรมที่เล่นกับคนหมู่มาก อาจมีผลลัพธ์ได้ทั้งเชิงบวกและเชิงลบ จึงต้องเตรียมตัวรับมือให้ดี

4. ซื้อโฆษณาขั้นสูงและหมั่นปรับปรุง (Advanced Optimization)

อีกหนึ่งเทรนด์การตลาดออนไลน์ 2021 ที่ต้องมาแน่ ๆ คือการซื้อโฆษณา ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกวันนี้ใคร ๆ ก็สามารถเข้าถึงเครื่องมือโฆษณาออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็น

– Facebook Ads
– ช่องทางทำโฆษณายอดนิยม มีวัตถุประสงค์โฆษณาให้เลือกหลากหลาย ได้ตั้งแต่การสร้าง Awareness ไปจนถึง Conversion
– Instagram Ads
– ซื้อโฆษณาอย่างรวดเร็วผ่าน Instagram แอปก็ได้ หรือซื้อผ่านระบบ Facebook Ads Manager ก็ได้เช่นกัน
– LINE Official Account
– นอกจากจะใช้เป็นเครื่องมือในการพูดคุยกับลูกค้าแล้ว ตอนนี้ยังสามารถซื้อโฆษณาโปรโมทบัญชีหาผู้ติดตามเพิ่มได้ เช่น Gain Friends Ads
Twitter Ads
– เข้าถึงกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น วัยเริ่มต้นทำงานด้วยโฆษณาบน Twitter เลือกวัตถุประสงค์ได้หลากหลาย แต่ต้องใช้งบประมาณเป็นค่าเงิน USD
Google Ads
– เสนอขายสินค้าและบริการให้ผู้ที่เข้ามาค้นหา Keyword ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ มีรูปแบบโฆษณาที่หลากหลาย แถมยังทำโฆษณาไปบน YouTube ได้ด้วย

แพลตฟอร์มเหล่านี้มีตัวจัดการโฆษณาเป็นของตัวเอง และเปิดให้บุคคลทั่วไปสามารถซื้อโฆษณาได้โดยไม่ต้องผ่านเอเจนซี่ แน่นอนว่ามีทั้งผลดีและผลเสีย เพราะใคร ๆ ก็สามารถทำได้ ทำให้คู่แข่งทางธุรกิจเพิ่มขึ้น นอกจากคู่แข่งทางตรงแล้ว ยังมีคู่แข่งทางอ้อมที่ขายสินค้าใกล้เคียงกันและมีกลุ่มเป้าหมายเดียวกันด้วย จึงทำให้แนวโน้มต้นทุนค่าโฆษณาสูงขึ้นไปโดยปริยาย
Choosing the Right Digital Advertising Platform for Your Small Business | by Winnow Digital Marketing | Medium

หนทางเดียวที่จะทำให้ธุรกิจของคุณชนะคนอื่นได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า คือการปรับปรุงแคมเปญโฆษณาอยู่เสมอ (Optimization) ไม่ว่าจะเป็นการทำ Content ที่ตรงใจลูกค้า หรือการศึกษาเรื่องระบบประมูล (Bidding Strategy) ของแต่ละแพลตฟอร์ม เรียกได้ว่าใครที่มีข้อมูลมากกว่า ศึกษาการทำโฆษณาเชิงลึกได้มากกว่า ก็จะยิ่งมีโอกาสประหยัดต้นทุนได้นั่นเอง

ในมุมมองของลูกค้า: ถ้าธุรกิจมีการปรับปรุงแคมเปญโฆษณาอยู่เสมอ ลูกค้าก็จะได้รับโฆษณาที่ตรงใจมากขึ้น และเพิ่มโอกาสที่จะทำให้ลูกค้าสนใจทักเข้ามาสั่งซื้อสินค้าหรือบริการได้มากกว่า

ในมุมมองของธุรกิจ: สามารถใช้งบโฆษณาได้คุ้มค่า ทำให้มีงบไปใช้ในส่วนอื่น หรือประหยัดต้นทุนเพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤติไปได้

ข้อเสนอแนะ: ต้องศึกษาเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) อย่างจริงจัง เพื่อนำข้อมูลนั้นมาใช้ในการตัดสินใจปรับปรุงแคมเปญโฆษณา

5. รัก(ษา)ลูกค้าให้มาก (Customer Relationship)

สุดท้ายแล้ว สิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ ที่ไม่ควรมองข้ามก็คือการรักษาฐานลูกค้า สำหรับธุรกิจที่ดำเนินการมาซักพักนึงแล้ว ย่อมมีฐานลูกค้าและข้อมูลการติดต่ออยู่ในมือ ไม่ว่าคุณจะเลือกช่องทางใดก็ตามในการพูดคุยกับลูกค้า สิ่งที่จะทำให้การรักษาลูกค้าประสบความสำเร็จคือ ความเข้าใจและการเอาใจใส่
3 Ways to Build Customer Loyalty at Your Restaurant

การรักษาฐานไม่ใช่เพียงแค่ Upsell หรือเพิ่มยอดขายเท่านั้น คุณจำเป็นต้องเข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริงก่อนโดยเริ่มจากการศึกษาพฤติกรรมของลูกค้า ถ้าคุณลองสังเกตดูจะพบว่าในแต่ละแพลตฟอร์มที่คุณใช้ จะมีระบบ Analytics แถมมาให้ด้วย ซึ่งนั่นคือที่ที่คุณควรต้องเข้าไปดูข้อมูล เช่น

Google Analytics
ดูข้อมูลผู้คนที่เข้ามาใช้งานเว็บไซต์ รู้ตั้งแต่ช่องทางที่พาลูกค้าเข้ามา เข้ามาแล้วทำอะไร เปิดดูหน้าไหน ซื้อสินค้าอะไร ทำให้เราสามารถนำไปจัดเป็นกิจกรรมรักษาฐานลูกค้าได้
Facebook Page Insights
ดูข้อมูลที่เกิดขึ้นบนแฟนเพจ ยอด Engagement ของแต่ละโพสต์โปรโมชันที่เราทำไป อัตราการทัก Inbox หรือปิดการขาย
LINE Official Account Insights
ดูข้อมูลที่เกิดขึ้นในบัญชี LINE OA ทั้งจำนวนผู้ติดตาม การแชท การใช้คูปอง การแจกแต้มในบัตรสะสมแต้ม รวมทั้งผลการตอบแบบทดสอบ วัดความพึงพอใจ เพื่อนำมาวิเคราะห์ความสำเร็จของแคมเปญที่ทำ

ในมุมมองของลูกค้า: เมื่อธุรกิจมีการพัฒนาสินค้า หรือออกโปรโมชันใหม่ ๆ ออกมาได้ตรงใจ ลูกค้าก็อยากจะอยู่กับแบรนด์นั้น ไม่อยากย้ายไปไหน ก่อให้เกิดเป็น Brand Loyalty

ในมุมมองของธุรกิจ: ลดต้นทุนในการสร้างยอดขายโดยไม่ต้องมุ่งเน้นแต่การหาลูกค้าใหม่อย่างเดียว สามารถทำให้ลูกค้าเดิมเพิ่มการจับจ่ายได้ หรืออาจส่งผลในเรื่องของการบอกต่อ (Word of Mouth) จากลูกค้าเดิมสู่แวดวงของเค้า ทำให้ธุรกิจได้ลูกค้าใหม่ไปในตัว

ข้อเสนอแนะ: หา Insight ของลูกค้าให้เจอ เพื่อนำมาคิดเป็นแคมเปญที่ตรงใจ สร้างประสบการณดี ๆ ร่วมกันกับลูกค้า